การติด Facade ทึบตัน 100% กันร้อนได้ดีที่สุดก็จริงครับ แต่มันทำให้บ้านมืดทึบเหมือนถ้ำและลมไม่เข้า
างออกที่ดีที่สุดคือการใช้ "แผ่นเจาะรู" (Perforated Sheet) หรือ "ตะแกรงเหล็กฉีก" (Expanded Metal)
แต่คำถามคือ "ต้องเจาะรูแค่ไหนถึงจะพอดี?" วันนี้ วันน์สยาม (Onesiam) มีคำตอบจากหลักการออกแบบ Solar Shading มาฝากครับ
3 กฎเหล็ก เลือก "ลาย" ให้ชนะ "แดด"
1. กฎเลขมหัศจรรย์: Open Area 30-50%
คืออะไร: พื้นที่รูเปิด (Open Area) คือเปอร์เซ็นต์ของช่องว่างเมื่อเทียบกับพื้นที่แผ่นทั้งหมด
The Sweet Spot: สำหรับแดดเมืองไทย ค่าที่เหมาะสมที่สุดคือ 30% ถึง 50% ครับ
2. ลายฉีกกันแดดดีกว่าลายเจาะรู (The 3D Advantage)
Perforated (แผ่นเจาะรูเรียบ): แสงเข้าตรงๆ ตามรูครับ กันแดดได้ระดับหนึ่ง
3. เทคนิค "คนในเห็น คนนอกไม่เห็น" (Screening Effect)
The Design: การเลือกลายที่ "รูเล็กแต่ถี่" (Fine Mesh) จะให้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งครับ
คำถามที่พบบ่อยเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทวันน์สยาม
เพราะฟาซาดทำหน้าที่เหมือน "ผิวหนัง" ของสิ่งมีชีวิต ที่คอยปกป้องร่างกายจากสภาพแวดล้อม บทความของเราอธิบายว่าฟาซาดที่ดีต้อง "หายใจได้" (ระบายอากาศ) "กันร้อนได้" (กรองแสง UV) และ "สวยงาม" เพื่อสะท้อนตัวตนของผู้อยู่อาศัย นี่คือหัวใจของการออกแบบ Smart Skin
จริงครับ ในบทความเทคนิคเราอธิบายถึงหลักการ Air Gap หรือช่องว่างอากาศระหว่างฟาซาดกับผนังอาคาร ซึ่งทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนธรรมชาติ ช่วยลดอุณหภูมิผิวผนังอาคารได้จริง ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักน้อยลงและประหยัดค่าไฟได้ในระยะยาว
บทความของเราชี้ให้เห็นว่า ฟาซาดคือ "ความประทับใจแรกพบ" (First Impression) สำหรับธุรกิจคลินิก ความสะอาด ความทันสมัย และความเป็นส่วนตัวที่สื่อออกมาผ่านฟาซาด ช่วยสร้าง ความน่าเชื่อถือ (Trust) ให้กับลูกค้าตั้งแต่ยังไม่เดินเข้าร้าน ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการอย่างมาก
เราแนะนำให้เลือกวัสดุตามบริบท แต่เน้นย้ำเรื่อง "วัสดุที่ไม่เป็นสนิมและดูแลรักษาง่าย" เช่น อลูมิเนียม หรือตะแกรงเหล็กฉีกทำสี Powder Coat เกรดภายนอก เพราะเป็นการลงทุนครั้งเดียวที่อยู่ได้ยาวนาน คุ้มค่ากว่าการใช้วัสดุราคาถูกแต่ต้องซ่อมแซมบ่อยๆ