1. กำหนดรอบการทำความสะอาด (Periodic Cleaning)
อย่ารอให้ตึกดำแล้วค่อยล้าง!ความถี่: สำหรับอาคารในเมืองที่มีมลภาวะสูง ควรทำความสะอาดอย่างน้อย ปีละ 1-2 ครั้ง
วิธีที่ถูก: การใช้เครื่องฉีดน้ำแรงดันสูงร่วมกับน้ำยาทำความสะอาดที่มีค่า pH เป็นกลาง (Mild Soap)
เพื่อไม่ให้ทำลายสารเคลือบผิววัสดุ (PVDF Coating)
2. ตรวจสอบสภาพซิลิโคนและรอยต่อ (Sealant Inspection)
ซิลิโคนคือจุดที่ "รั่วซึม" ได้ง่ายที่สุดหากเสื่อมสภาพ
วิธีเช็ค: ตรวจสอบว่าซิลิโคนยังมีความยืดหยุ่นอยู่ไหม มีรอยแตกร้าวหรือหลุดร่อนหรือไม่ หากพบปัญหาให้รีบ
ขูดออกและยิงใหม่ทันทีเพื่อป้องกันน้ำซึมเข้าโครงสร้างด้านใน
3. เช็คระบบระบายน้ำ (Drainage Check)
โดยเฉพาะระบบฟาซาดแบบมีร่องหรือช่องว่าง (Ventilated Facade)
วิธีเช็ค: ตรวจดูว่ามีเศษใบไม้ ขยะ หรือรังนก เข้าไปอุดตันช่องระบายน้ำหรือไม่ เพราะน้ำที่ขังอยู่ข้างในจะนำมาซึ่งความชื้น
เชื้อรา และคราบสกปรกที่ล้างไม่ออก
4. การตรวจสอบด้วยโดรน (Drone Inspection) – เทคโนโลยีปี 2026
ยุคนี้เราไม่ต้องใช้คนโรยตัวเพื่อเช็คทุกจุดแล้ว
คำถามที่พบบ่อยเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทวันน์สยาม
เพราะฟาซาดทำหน้าที่เหมือน "ผิวหนัง" ของสิ่งมีชีวิต ที่คอยปกป้องร่างกายจากสภาพแวดล้อม บทความของเราอธิบายว่าฟาซาดที่ดีต้อง "หายใจได้" (ระบายอากาศ) "กันร้อนได้" (กรองแสง UV) และ "สวยงาม" เพื่อสะท้อนตัวตนของผู้อยู่อาศัย นี่คือหัวใจของการออกแบบ Smart Skin
จริงครับ ในบทความเทคนิคเราอธิบายถึงหลักการ Air Gap หรือช่องว่างอากาศระหว่างฟาซาดกับผนังอาคาร ซึ่งทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนธรรมชาติ ช่วยลดอุณหภูมิผิวผนังอาคารได้จริง ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักน้อยลงและประหยัดค่าไฟได้ในระยะยาว
บทความของเราชี้ให้เห็นว่า ฟาซาดคือ "ความประทับใจแรกพบ" (First Impression) สำหรับธุรกิจคลินิก ความสะอาด ความทันสมัย และความเป็นส่วนตัวที่สื่อออกมาผ่านฟาซาด ช่วยสร้าง ความน่าเชื่อถือ (Trust) ให้กับลูกค้าตั้งแต่ยังไม่เดินเข้าร้าน ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการอย่างมาก
เราแนะนำให้เลือกวัสดุตามบริบท แต่เน้นย้ำเรื่อง "วัสดุที่ไม่เป็นสนิมและดูแลรักษาง่าย" เช่น อลูมิเนียม หรือตะแกรงเหล็กฉีกทำสี Powder Coat เกรดภายนอก เพราะเป็นการลงทุนครั้งเดียวที่อยู่ได้ยาวนาน คุ้มค่ากว่าการใช้วัสดุราคาถูกแต่ต้องซ่อมแซมบ่อยๆ