เมื่อผิวอาคารไม่ใช่แค่สวย แต่ทำหน้าที่จัดการฝุ่นเมือง
ในอดีต ฟาซาดอาคารถูกมองว่าเป็นเพียงเปลือกหุ้มที่ตอบโจทย์ความสวยงามและภาพลักษณ์ของโครงการ
แต่ในบริบทเมืองปัจจุบัน โดยเฉพาะเมืองใหญ่ที่ต้องเผชิญปัญหา PM2.5 อย่างต่อเนื่อง “ผิวอาคาร” กำลังถูกนิยามใหม่
ให้กลายเป็นเครื่องมือเชิงรุกในการจัดการคุณภาพอากาศฟาซาด = จุดปะทะแรกของมลพิษ
หากมองในเชิงกายภาพ ฝุ่นและอากาศเสียจากถนนจะกระทบอาคารก่อนเสมอ ฟาซาดจึงเป็นแนวป้องกันด่านแรก
ระหว่างแหล่งกำเนิดมลพิษกับผู้ใช้งานภายในอาคาร แนวคิดใหม่ของการออกแบบฟาซาดจึงไม่ใช่การ “ปิดกั้น”
แต่เป็นการ “ควบคุมทิศทางและพฤติกรรมของอากาศ” ฟาซาดบางประเภทถูกออกแบบให้
● ชะลอความเร็วลม
● เปลี่ยนทิศทางการไหลของฝุ่น
● ลดการสะสมของ PM2.5 บริเวณช่องเปิด
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาต้นไม้หรือสวนแนวตั้ง
คำถามที่พบบ่อยเป็นลิขสิทธิ์ของบริษัทวันน์สยาม
เพราะฟาซาดทำหน้าที่เหมือน "ผิวหนัง" ของสิ่งมีชีวิต ที่คอยปกป้องร่างกายจากสภาพแวดล้อม บทความของเราอธิบายว่าฟาซาดที่ดีต้อง "หายใจได้" (ระบายอากาศ) "กันร้อนได้" (กรองแสง UV) และ "สวยงาม" เพื่อสะท้อนตัวตนของผู้อยู่อาศัย นี่คือหัวใจของการออกแบบ Smart Skin
จริงครับ ในบทความเทคนิคเราอธิบายถึงหลักการ Air Gap หรือช่องว่างอากาศระหว่างฟาซาดกับผนังอาคาร ซึ่งทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความร้อนธรรมชาติ ช่วยลดอุณหภูมิผิวผนังอาคารได้จริง ทำให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักน้อยลงและประหยัดค่าไฟได้ในระยะยาว
บทความของเราชี้ให้เห็นว่า ฟาซาดคือ "ความประทับใจแรกพบ" (First Impression) สำหรับธุรกิจคลินิก ความสะอาด ความทันสมัย และความเป็นส่วนตัวที่สื่อออกมาผ่านฟาซาด ช่วยสร้าง ความน่าเชื่อถือ (Trust) ให้กับลูกค้าตั้งแต่ยังไม่เดินเข้าร้าน ซึ่งมีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการอย่างมาก
เราแนะนำให้เลือกวัสดุตามบริบท แต่เน้นย้ำเรื่อง "วัสดุที่ไม่เป็นสนิมและดูแลรักษาง่าย" เช่น อลูมิเนียม หรือตะแกรงเหล็กฉีกทำสี Powder Coat เกรดภายนอก เพราะเป็นการลงทุนครั้งเดียวที่อยู่ได้ยาวนาน คุ้มค่ากว่าการใช้วัสดุราคาถูกแต่ต้องซ่อมแซมบ่อยๆ